หมู่เกาะเกโย
รีวิวท่องเที่ยวต่างประเทศ

หมู่เกาะเกโย ถึงแม้เพิ่งจะได้รับการดูแลและสามารถให้เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งคนที่นั่นดีใจอย่างมาก

หมู่เกาะเกโย การเดินเรือในอดีต ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ของญี่ปุ่น

หมู่เกาะเกโย

หมู่เกาะเกโย จากความสูงที่ เหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 65 เมตรทำให้ได้เห็น ทิวทัศน์ของเกาะต่าง ๆ ได้ในทุกทิศทาง และยังได้มองเห็น เรือบรรทุกสินค้า ที่วิ่งทวนกระแสน้ำ อยู่ทางด้านล่าง แอบทำให้รู้สึกเหมือน กำลังขับรถกันกระเทือน ที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งสิ่งนี้ที่พูดถึง ก็คือกำลังอยู่บนสะพาน คุรุชิมะไคเคียวนั่นเองค่ะ

ด้วยความยาว ที่มากกว่า 4 กม.สะพานแห่งนี้ ได้เป็นหนึ่งในแปดสะพาน ที่มีความยาว ของช่วงทางด่วน นิซิเซโตะถึง 60 กม.หรือที่เรียกว่า ชิมานามิไคโด ซึ่งก็จะหมายถึง ถนนไอส์แลนด์เวฟซี เพราะมันคือสะพาน ที่ใช้เชื่อมเกาะ เป็นเส้นทางเดียว ที่ผ่านเกาะเกโย ที่เราจะได้ พาท่านผู้ชมไปย้อนรอย ความเป็นมาของเกาะ ที่มีตำนาน น่าสนใจกันค่ะ

หมู่เกาะเกโย สะพานทาทาระ ทำขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อเกาะต่าง ๆ คล้ายที่อดีตเคยทำ

หมู่เกาะเกโย

เกาะเกโยหรือกลุ่มเกาะภูเขา ที่ได้กระจุกตัว อยู่ที่ใจกลางทางน้ำหลัก ของประเทศญี่ปุ่น คือทะเลเซโตะใน ที่มีทางด่วน เชื่อมต่อกันไปยังเกาะต่าง ๆ ในแถบ ฮอนชู ได้อีกด้วย

จนกระทั่งเมื่อปี 2542 ทางรัฐบาล ได้สร้างเขื่อนชิมานามิไคโดเสร็จ ทำให้เกาะเกโย ที่เป็นพื้นที่ห่างไกล สถานที่ที่เคยมี การเข้าถึงได้ แค่ทางเรือเท่านั้น กลายเป็นมีถนนเชื่อมต่อ ได้นั่นเองค่ะ ที่

รอบ ๆ ของเกาะที่นี่ เป็นช่องแคบที่เรียกว่า อันตรายที่สุดในประเทศ เพราะมีทะเลเซโตะ ที่เชื่อมต่อกับ มหาสมุทรแปซิฟิก ตรงนี้เองเป็นที่ ที่มีการเปลี่ยนทิศทาง ของกระแสน้ำ ทำให้เกิดน้ำวน ที่อันตรายนั่นเองค่ะ ในปัจจุบัน ที่ชิมานามิไคโตะ ได้หยุดทำการประมงแล้ว

ตามหมู่บ้านที่เรียงราย ไปตามไหล่เขา ได้กลายเป็นหมู่บ้าน การเกษตรกรรม มีสวนมะนาว และส้มเขียวหวานมิกัน และแม้แต่หันไป ทำร้านอาหารที่ขึ้นชื่อ อย่างเช่นพวก ซูชิ ที่เรียกว่าเป็นดาวเด่น ของที่นี่เลยก็ว่าได้

เส้นทางนี้เคยเป็น เส้นทางการเดินเรือ ในอดีตของญี่ปุ่น ที่ไม่ค่อยมีใคร จะรู้จักสักเท่าไร เพราะตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ยาวไปจนถึง ปลายศตวรรษที่ 16 เกาะเกโยเคยเป็น ที่อยู่หรือเป็นที่ครอบครอง ของพวกโจรสลัด

ซึ่งพวกเค้ามีความชำนาญ ทางด้านการเดินเรือ ในน่านน้ำที่ต้องเรียกว่า มีความอันตราย อย่างทางน้ำวนนั่นเองค่ะ ซึ่งตลอดมา พวกเค้ามักจะคุกคาม และบุกโจมตี ทางชายฝั่งทางด้าน เอเชียตะวันออก อยู่เป็นประจำ เรียกว่าที่นี่ คือแหล่งและถิ่น ของเค้าเลยก็ว่าได้

ในที่สุดการปกครอง โดยโชกุนก็ล่มสลายไป

หมู่เกาะเกโย

แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ได้มีนักประวัติศาสตร์ และผู้จัดรายการโทรทัศน์ จุนเกธ ยามาดะ ได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับการกล่าวถึง โจรสลัดว่าเป็น “วีรบุรุษแห่งท้องทะเล” สิ่งนี้เองเลยกลายเป็น จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ของประวัติศาสตร์ ของเกาะแห่งนี้ ไปเลยทีเดียว

ในสมัยที่เป็นยุคของ มุโรมาจิของญี่ปุ่น ประมาณปี ค.ศ.1336 – 1573 ซึ่งสมัยนั้น เป็นการปกครองโดยโชกุน ได้ถูกยกเลิกไป ต่อมาประมาณปี 1467 – 1615 ทำให้พวกบรรดาซามูไรทั้งหลาย ได้มีการแบ่งญี่ปุ่นออก เป็นการปกครอง แบบที่เรียกว่าเป็นอิสระ

ในปัจจุบันที่ พิพิธภัณฑ์ Murakami Kaizoku ได้เป็นศูนย์กลาง ของการท่องเที่ยว ที่ได้มีการตั้งชื่อ อย่างเก๋ไก๋ว่า “กลุ่มโจรสลัดตำรวจแห่งทะเล Setonaikai” ซึ่งชื่อนี้ได้กลายเป็น ชื่อมรดกโลก ที่ทางญี่ปุ่นได้ติดตามแหล่งมรดกโลกอีก 42 แห่งทั่วทั้งเกาะ

ที่เกี่ยวข้องกับ Murakami ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ ญี่ปุ่นมองว่า มันกลายเป็นตัวแทน มากที่สุดของประวัติศาสตร์ การเดินเรือของญี่ปุ่นซะอีก เพราะมันได้มี วัฒนธรรมที่ สามารถสื่อสาร และบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ของประเทศของเค้า ได้เป็นอย่างดี

ที่เกาะแห่งนี้ มีเส้นทางและทางแยกมากมาย เหมาะสำหรับคน ที่ชอบสำรวจ

ถึงแม้ว่าในยุค มูราคามิ จะมีการแตกแยกกันบ้าง ในทางการเมือง แต่ก็เป็นช่วงเวลา ที่ต้องบอกว่า เป็นความมีชีวิตชีวา ในเชิญพาณิชย์ และวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ ที่เติบโตขึ้น และได้มีการ ถูกขับเคลื่อน การค้าขายทางทะเล ผ่านทางทะเลเซโตะใน ซึ่งในการนี้ ก็ได้มีตำนาน

การทำการค้า กับทางประเทศจีนอีกด้วย ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง นอกจากนี้ยังได้มี การทำการค้า กับพ่อค้าชาวดัดซ์ ซึ่งก็จะได้มี เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ นักสำรวจชาวโปรตุเกส และพวกมิชชันนารีชาวสเปน ผู้ที่ได้นำศิลปะ และศาสนาคริสต์ใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศญี่ปุ่น นั่นเองค่ะ

ต่อมาในสมัยศตวรรษที่ 20 ทางรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ได้เล็งเห็นว่า เพื่อให้บรรลุ สิ่งที่โจรสลัดเคยทำ ผ่านการเดินเรือ และทักษะทางด้าน การเดือนเรือของพวกเขา ทำให้ได้มี การเชื่อมเกาะเกโย เข้าด้วยกัน ผ่านเหล็กและคอนกรีต

ที่ตอนนี้สามารถ เดินทางไปมาหากันได้ ทางถนนรถยนต์ และยังได้สร้างสะพาน Tatara ซึ่งเป็นสะพานแขวนเคเบิล ที่ยาวที่สุดในโลก เมื่อตอนที่สร้างขึ้นมานะคะ แต่ตอนนี้ตกไป อยู่เป็นอันดับที่ 8 ไปแล้ว

ที่สะพานแห่งนี้ ทำให้เห็นเหมือนลักษณะ ของเรือใบสองเสา เข้าใจคิดนะคะ ที่เค้าบอกว่ามันสะท้อนให้เห็น ถึงความทรงพลัง ในครั้งอดีต

มรดกของโจรสลัด มูราคามิ ได้เชื่อมโยงพวกเรา เข้าด้วยกัน

ที่ต่อมาในปัจจุบัน เราก็ยังได้เห็น ทายาทของโจรสลัดอย่าง อาราชิ มูราคามิ ซึ่งปัจจุบัน เค้าเป็นผู้บริหาร โรงแรมบูติก อยู่ที่เกาะโอมิชิมะ มายืนยันถึง ความยิ่งใหญ่ของเหล่าโจรสลัด และยังแนะนำ สถานที่พักผ่อน สำหรับนักท่องเที่ยว

เพราะนอกจาก จะมีโรงแรมและร้านกาแฟแล้ว ยังมีบริการแท็กซี่น้ำ ไปยังเกาะนอกชายฝั่ง และมีการจัดทริปตกปลา กับชาวประมงท้องถิ่น และมีกิจกรรม อีกหลายอย่างด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้น การท่องเที่ยวของเค้า

และยังได้เชิญชวน ให้ไปเยี่ยมชมเกาะ ที่เคยเป็นอาณานิคม ของประเทศอังกฤษ ทำให้นึกถึงประเทศ คิวบา และอีกเกาะหนึ่งนั่นก็คือ หมู่เกาะเคย์แมน เพราะก็เป็นเกาะ และถูกเป็นอาณานิคม เรียกว่าส่วนใหญ่ ก็จะเป็นเกาะ ที่มีธรรมชาติสวยงาม ยังรวมไปถึง หมู่เกาะเวอร์จิน อีกด้วย

ที่ต่อมาต่างได้มี การพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ดี ๆ ขึ้นมาใหม่ ๆ มีกิจกรรมยอดนิยม สำหรับในปี 2022 อย่าง หมู่เกาะเติกส์และหมู่เกาะเคคอส ก็เรียกได้ว่า สร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับสิ่งที่มีอยู่แล้ว กลับคืนมานั่นเองค่ะ

และก็เช่นเดียวกัน ที่ทำให้หวนนึกถึง สมัยก่อนของ การก่อสร้างสะพาน ที่ชาวบ้านแถวนี้ ได้แต่ใฝ่ฝันถึง สะพานเชื่อมเกาะต่าง ๆ ที่จะทำให้เข้าถึง ได้โดยง่ายนั่นเอง แต่พวกเค้าก็ไม่ได้คาดหวัง ว่ามันจะมีขึ้นมาได้จริง ๆ ซึ่งในตอนนี้ ก็ได้เกิดขึ้นมาจริง ๆ แล้วทำให้พวกเค้า มีความสุขอย่างที่สุด เลยก็ว่าได้

เรียบเรียงโดย NANAMI

ทิ้งคำตอบไว้

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น