ตามหาเมืองที่สูญหาย
รีวิวท่องเที่ยวต่างประเทศ

ตามหาเมืองที่สูญหาย เป็นเมืองเก่าแก่ที่เรียกได้ว่าเคยเป็นแห่งอารยะธรรมเก่าแก่

ตามหาเมืองที่สูญหาย Dunwich เมืองท่าที่เคย เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เมื่อประมาณศตวรรษที่ 13

ตามหาเมืองที่สูญหาย

ตามหาเมืองที่สูญหาย หมู่บ้าน Dunwich ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมือง Aldeburgh และรีสอร์ทริมทะเล Southwold ซึ่งเป็นสถานที่ ยอดนิยมสองแห่งบน ชายฝั่ง Suffolk ของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้คนราว 200 คนที่อาศัยอยู่ ในชุมชนแห่งนั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น เมืองที่ เก่า แก่ ที่สุดในโลก

ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ เคยเป็นท่าเรือ ที่เจริญรุ่งเรืองเทียบเท่า มหานครลอนดอน ในสมัยนี้เลยทีเดียว  ท่าเรือแห่งนี้ เกิดขึ้นมา เพื่อสนับสนุน ทางด้านการประมง การค้า และการศาสนา ซึ่งในสมัยนั้น รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีการสร้างโบสถ์ ที่ก่อตั้งขึ้น โดยบาทหลวงฟานซิส ในช่วงทศวรรษที่ 1250

ต่อมาในปี 1286 เกิดพายุลูกใหญ่พัดถล่ม เรียกว่าทุกอย่าง พังทลายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งรวมทั้งสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือนอาคารต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ได้พังทลายและหายไป เพียงชั่วข้ามคืนกลายเป็น  เมืองใต้บาดาล

ซึ่งในปัจจุบัน ก็ยังพอได้เห็น เค้าโครงของซากปรักหักพัง แต่มาในตอนปลายศตวรรษที่ 13 ก็ได้มีการซ่อมแซม ขึ้นมาใหม่บ้าง และสร้างห่างจากที่เดิม ประมาณครึ่งไมล์ทะเล เลยทีเดียว

ตามหาเมืองที่สูญหาย เมืองใต้น้ำที่เคย มีเรื่องเล่าขาน และตำนานน่ากลัว

ตามหาเมืองที่สูญหาย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการเล่าขานถึง ว่าเมืองเหล่านั้น ยังคงอยู่ แต่ได้ถูกน้ำท่วมไปหมดแล้ว ที่คิดว่าน่าจะเกิด จากการถล่ม หรือการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ให้เมืองทั้งเมือง จมอยู่ใต้บาดาลนั่นเอง

ที่เป็นตำนานเล่าขานว่าบางครั้ง ยังได้ยินเสียงระฆังโบสถ์ ดังขึ้นอยู่บ่อย ๆ ตามแนวชายฝั่ง ที่ทอดยาวไปนี้ ทำให้มีลักษณะ ที่วังเวงและน่ากลัวอยู่บ้าง ทำให้กลายเป็น เมืองลึกลับ ซึ่งหลานสาวของซิกมัต์ ที่ชื่อ เอสเธอร์ ฟรอยด์  เธอเคยอาศัยอยู่ บริเวณที่ใกล้เคียง กับสถานที่แห่งนี้

เล่าว่า ปู่ย่าตายายของเธอ ได้อพยพขึ้นไป ยังพื้นที่ที่อยู่ด้านบนขึ้นไปอีก ซึ่งการเดินทางเหล่านั้น เป็นวันที่มีทั้งหมอก และควันที่หนามาก ทำให้รู้สึกว่า เหมือนมีอะไร บางอย่างปะปนมา ในขบวนผู้เดินทาง ซึ่งรู้สึกได้ถึง ความแตกต่างระหว่าง แผ่นดินและทะเลนั่นเอง

 

ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ที่เคยล่มสลาย

ตามหาเมืองที่สูญหาย

อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญคิดว่า ย่านของเมืองเก่า ที่เคยถูกคลื่นซัดถล่ม ไปนานมากแล้ว และขณะนี้ก็ถูกพัดพาไป แต่เมื่อไม่นานมานี้ กลับมีหลักฐาน ปรากฏว่าตำนานของ  แอตแลนติของสหราชอาณาจักร เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ เป็นเพียงแค่นิทานเพ้อฝัน แต่มันคือเมือง ดันนิชในยุคกลาง ที่เคยมีอดีต ที่รุ่งเรืองอย่างมาก อยู่ห่างออกไป ไม่เท่าไรจากชายฝั่ง

พอมาถึงช่วงทศวรรษที่ 1960 บรรดาชาวประมง ก็เริ่มพบว่า แหหรืออวนที่พวกเค้า ใช้จับปลานั้น ดันติดบางสิ่งขึ้นมา และตำแหน่งของมัน ก็เคยเป็นที่ตั้งของเมืองเก่า ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ ยิ่งไปกระตุ้น ต่อมความอยากรู้ ของบรรดานักโบราณคดี และนักประดาน้ำท้องถิ่น ต่างช่วยกันค้นหา ซากของโบสถ์หลังสุดท้าย ที่เคยถล่มลงไปในทะเล

ต่อมาในปี 1972 มีนักดำน้ำ ได้เห็นหอคอยของโบสถ์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้น้ำ ที่เต็มไปด้วย ปูและกุ้งมังกร ทำให้พวกนักดำน้ำ ต่างต้องการไปพิสูจน์ กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาก็ได้พบ กับซากเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น และต่างก็ฟันธง ว่าใช่มันคือ โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ที่เคยถล่ม และจมหายไปนั่นเอง

ด้วยวิวัฒนาการ ที่ทันสมัย สามารถทำให้ จำลองรูปภาพ ขึ้นมาได้

อีกหลายสิบปีต่อมา การสำรวจทางทะเล แบบเต็มรูปแบบ ก็ได้เกิดขึ้น ทำให้เราได้เห็นภาพ ที่สมบูรณ์ที่สุด ของสิ่งที่อยู่ใต้ทะเลนั้น

David Sear ศาสตราจารย์จาก Department of Geography and Environmental Science แห่งมหาวิทยาลัย Southampton ได้มีการใช้ เทคโนโลยีโซนาร์ เพื่อทำแผนที่ ที่ก้นทะเลนั้น และทันใดนั้น ก็ได้เห็นแปลนของแผ่นที่ ที่มีอยู่ของเมือง ในสมัยศตวรรษที่ 16

ซึ่งได้แสดง ให้เห็นว่าเมือง Dunwich ที่เป็นที่ตั้ง และได้เห็นภาพจำลอง ที่ออกมาได้ อย่างสมบูรณ์แบบอย่างมาก

ภายในไม่กี่ตารางไมล จากชายฝั่งทะเล ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยทีมงานของ ดร.เดวิทก็สามารถค้นพบ Blackfriars ยุคกลางและโบสถ์ St Nicholas , โบสถ์ St Peter และโบสถ์อื่น ๆ  และพวกเศษอิฐ ที่อาจจะเป็นสถานที่ ที่เป็นอาคาร และท่าเรือต่าง ๆ ของเมือง Dunwich

ที่เป็นตำนาน ของเมืองที่สาบสูญ แต่มันไม่ได้สูญหาย ไปแต่อย่างใด แต่มันยังอยู่ ใต้ผืนน้ำตรงนั้น และได้กลายเป็น เมืองแอตแลนติส เรื่องราวที่กล่าวมา ทั้งหมดของเมือง Dunwich ไม่ใช่เรื่องอะไรที่แปลก

เพราะได้มีหลักฐาน ถึงการตั้งถิ่นฐานมากกว่า 300 แห่งที่สูญหายไปในช่วง 900 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการกัดเซาะ ของชายฝั่งทะเล และการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน นั่นเอง

อย่างไรก็ตามเมือง Dunwich เป็นเมืองที่ใหญ่โตมากที่สุดที่อยู่ดี ๆ ก็หายสาบสูญไป ในปัจจุบันทางรัฐบาล ได้สร้างพิพิธภัณฑ์ Dunwich ขึ้นมาใหม่เพื่อ ช่วยให้คนรุ่นหลัง ได้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง ของยุคสมัยนั้น

เมือง Dunwich เคยมีโบสถ์อยู่ถึง 10 แห่งด้วยกันค่ะ และมีทั้งท่าเรือขนาดใหญ่ และตลาดที่เป็น ศูนย์กลางการค้า และศูนย์กลางการต่อเรือ ที่สำคัญอย่างมาก และคนที่เมืองเหล่านี้ บอกได้เลยว่า เป็นมหาเศรษฐี เป็นส่วนใหญ่จริง ๆ  เศรษฐกิจดีเลิศ สินค้าที่ขายดี ของที่นี่ได้แก่ พวกไวน์ หิน ขนสัตว์และเกลือ

น่าจะเป็นวัฏจักร เมื่อเจริญถึงขีดสุด ก็ต้องล่มสลายไป แล้วเกิดใหม่อีก

ความเจริญรุ่งเรือง ต่างต้องถึงกาลดับสูญ เหตุมาจากภัยพิบัติ ทางธรรมชาติเพราะเมือง Dunwich  อยู่ทางปากแม่น้ำ ซึ่งทำให้การค้า เจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นการถล่ม ไปทีเดียวทั้งเมืองเลยนั่นเอง

เพราะเมื่อหน้าผา ถูกกัดเซาะไปเรื่อย ๆ น้ำหนักด้านบน มีความหนักมาก ก็ทำให้ด้านล่าง ที่ถูกกัดเซาะ ต้านทานไว้ไม่อยู่ ก็ต้องถล่มและล่มสลาย ไปตามกาลเวลานั่นเอง

ในปัจจุบันเรา ก็ยังได้เห็นเนินทราย ที่เคลื่อนตัวไป ทางด้านชายฝั่ง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ ประเมินอีกว่า เหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้น มาอีกครั้งภายในไม่เกินอีก 50 ปีข้างหน้านี้อย่างแน่นอน

ซึ่งการค้นพบสิ่งเหล่านี้ จะถือว่าเป็นสิ่งดีก็ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไร ก็จะได้เป็นเครื่องเตือนใจ และเตือนภัยให้กับเรา หากมีเหตุการณ์ แบบที่เคยเป็นมาแล้ว ในหลายร้อยปีก่อน หรืออาจจะเกือบพันปีมาแล้ว

ซึ่งหลายคนมองว่า ประสบการณ์ของเมือง Dunwich ไม่ได้เป็นเรื่อง น่ากลัวอะไร แต่ปัจจุบันและอนาคต เป็นสิ่งที่เรา ต้องควรนำประสบการณ์ ในอดีตมาปรับปรุง และหาทางออก ที่ดีต่อไป

เรียบเรียงโดย NANAMI

ทิ้งคำตอบไว้

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น